แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำพยาน แสดงบทความทั้งหมด

10 กุมภาพันธ์ 2552

พระเจ้าทรงรักษามะเร็งร้าย ระยะสุดท้ายของผม

เมื่อประมาณห้าปีมาแล้ว ผมป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ในช่วงที่ผมเป็นนั้น สภาพของผมไม่เหมือนกับทุกวันนี้ จะเดินเหินไปมาก็ไม่สะดวก บังเอิญว่ามีอยู่วันหนึ่ง ผมออกจากโรงพยาบาลจุฬาฯแล้วก็ข้ามถนนมาที่ฝั่งนี้(สวนลุม) แล้วก็เข้ามาที่เกาะลอยนี้ ก็บังเอิญได้เจอกับผู้ปกครองเกียรติกับคุณอัญชลี พอพวกเขาเห็นสภาพผม เขาก็ถามผมว่าเป็นอะไร ไปทำอะไรมา ในวันนั้นผมถือเอกสารของโรงพยาบาลมาด้วยก็เลยบอกเขาว่า ผมเป็นมะเร็งในลำไส้และตอนนี้ก็ลามมาถึงที่ตับแล้ว ตอนนี้ก็ฉายแสงมาทั้งหมด 7 ครั้ง และก็ให้คีโมมา 6 เดือนแล้ว ในสภาพผมตอนนี้ยังไม่หายดี (ที่จริงหมอบอกว่าผมเป็นระยะสุดท้ายและก็รักษาไม่ได้แล้ว) แล้วคุณอัญชลีก็เลยถามผมว่าอยากจะหายจากโรคนี้ไหม ซึ่งตัวผมเองเป็นโรคนี้ก็แน่นอนว่าผมอยากหายอยู่แล้ว คุณเกียรติกับคุณอัญชลีก็เลยบอกว่า ถ้าอยากหายก็อาทิตย์หน้าให้มาที่เกาะลอยนี้เวลา 8.00 น. อีกครั้ง หลังจากนั้นพวกเขาก็ให้เงินผมมา 50 บาท เพื่อไปทานข้าว ในขณะที่ผมกำลังทานข้าวอยู่นั้น ผมก็คิดในใจว่า ขนาดหมอที่โรงพยาบาลยังรักษาผมไม่ได้เลย แล้วอะไรกันนี่ ไอ้สิ่งที่ผมมองไม่เห็นนี่หล่ะจะมาสามารถรักษาผมให้หายได้อย่างไร

แล้วพอวันเสาร์ต่อมา ผมก็กลับมาที่สวนลุมแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ผมก็เดินผ่านเกาะลอยนี้ไป แต่แล้วเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างมาดลใจผม ให้ผมหันกลับและเดินมาที่เกาะลอยแห่งนี้ จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะ ผมก็เลยสงสัยว่าเอ๊ะ...ที่นี่เขามีอะไรกันหรือ ก็เลยเดินเข้ามานั่ง ปรากฏว่าก็มีหลายๆคนที่เข้ามาให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี หลังจากนั้นก็มีคนกล่าวต้อนรับและแนะนำให้ทุกๆท่านทราบว่าตอนนี้มีคนเข้ามาใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน แล้วเขาก็ให้ผมแนะนำตัวว่าผมเป็นใคร ชื่ออะไร

ผมชื่อ นายสุเมธ บุญธนวัฒน์ จากนั้นเขาก็ถามว่าผมเป็นอะไรมา ผมก็ตอบว่า ผมเป็นมะเร็งในลำไส้ซึ่งก็รักษามาเป็นเวลา 3-4 ปีแล้ว แต่ก็ไม่หาย หลังจากนั้นทุกๆคนก็ช่วยกันอธิษฐานให้ผม และ 6 เดือนหลังจากนั้นผมก็มารับเชื่อ และทุกๆวันเสาร์ผมต้องมาที่เกาะลอยแห่งนี้ และวันอาทิตย์ผมก็จะต้องไปโบสถ์

ครั้งสุดท้ายที่ผมไปโรงพยาบาล คือวันที่ผมเดินมาที่สวนลุม ที่เกาะลอยแห่งนี้ และอีกหกเดือนหมอก็ได้นัดผมให้ไปตรวจอีกครั้งที่โรงพยาบาลจุฬาฯเพื่อเอกซ์เรย์ หมอที่รักษาผมก็ได้ถามผมว่า ลุงไปรักษาที่ไหนมาหรือเปล่า ผมก็บอกว่าเปล่า ตั้งแต่ผมไปเอาใบส่งตัวจากโรงพยาบาลมเหสักข์เพื่อมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ผมก็ไม่ได้ไปที่ไหนอีก

หมอก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ คุณลุงเชื่อหรือไม่ว่าไอ้จุดของมะเร็งที่ตับของลุงตอนนี้นะ มันไม่มีแล้ว มันหายไปแล้ว ผมก็เลยคิดว่า ไม่มีแล้วก็ไม่เป็นไรนี่ แล้วหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน หมอก็นัดให้ผมไปเอกซ์เรย์อีกครั้งหนึ่งที่ศูนย์เอกซ์เรย์ที่บริเวณอุรุพงษ์ พอผลเอกซ์เรย์ออกมา หมอก็บอกว่า มันน่าอัศจรรย์จริงๆ เพราะรู้สึกว่ามะเร็งที่ลำไส้ของลุงมันจะไม่มีแล้วนะ มันหายไปแล้ว

หมอที่นั่นก็ถามผมอีกว่าไปรักษาตัวที่ไหนมา หลังจากนั้นผมก็เลยเล่าให้หมอฟังว่า ผมไม่ได้ไปรักษาที่ไหนเลยแต่ว่าผมไปรับเชื่อพระเจ้า หมอก็ถามว่าพระเจ้าอะไรหรือ ผมก็ตอบหมอไปว่า ก็พระเยซูเจ้าไงหล่ะ หมอก็ยังถามต่อไปอีกว่า แล้วเขาทำกันยังไง ผมก็ตอบไปว่าก็ไม่มีอะไรมาก ผมก็อธิษฐานถึงพระองค์ทุกเช้า ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าทุกๆเช้า และก็ศึกษาพระคัมภีร์ทุกๆเช้า ส่วนวันเสาร์ผมก็จะมาฟังอาจารย์เทศนาพระคำของพระเจ้าที่สวนลุม

นอกจากนี้แล้วก็ยังเป็นพยานให้อีกหลายๆคนฟังว่า พระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์รักษาผมให้หายจากโรคมะเร็งร้ายได้อย่างไร ผมหายจากโรคมะเร็งมาได้เกือบ 5 ปีแล้ว และตอนนี้สุขภาพของผมก็แข็งแรงดี

เรื่องตรงนี้ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา และพระองค์ทรงรักษาผมให้หายจากโรคมะเร็ง ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงรักษาผมให้หาย ตอนนี้มีหลายๆคนในโรงพยาบาลไม่เชื่อผม และสงสัยว่าผมหายจากโรคได้อย่างไร ผมเอาเอกสารที่หมอระบุว่าผมเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย ซึ่งได้ลามมาถึงตับแล้ว และผลเอกซ์เรย์ออกมาว่าผมหายจากโรคแล้วหลังจากที่ผมได้มารับเชื่อ

พระเจ้าทรงมีอยู่จริง ถ้าไม่เช่นนั้น ผมก็อาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้ ห้าปีแล้วที่ผมได้รับบัพติศมาแล้วที่คริสตจักรใจสมาน ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับการช่วยเหลือผู้ยากไร้อย่างผม

Bro. สุเมธ บุญธนวัฒน์

เคยถวายผ้าป่าช่วยชาติด้วยเงินดอลล่าห์...ทำบุญ50ล้านก็ไม่สามารถไปสวรรค์ได้

ผม ดร.กำจร เชาวน์รัตน์ อดีตเคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว และเป็นทำการถวายผ้าป่าช่วยชาติ ตัวผมเองนั้นทองคำในคอก็ไม่เคยใส่ แต่ผมได้ถวายทองคำหนักเป็นสิบๆกิโลให้กับวัด นอกจากนี้ผมยังเป็นผู้ที่บริจาคเงินหลายร้อยล้านเพื่อสร้างตึกสงฆ์ของโรงพยาบาล เหตุผลที่ผมทำเช่นนั้นก็เพราะว่าอยากไปสวรรค์ เพราะผมเคยถูกสอนมาว่า กรรมดีกับกรรมชั่วไม่สามารถหักล้างกันได้ และตัวผมเองไม่เคยทำกรรมหนักๆ แต่กรรมเบาๆนั้นทำทุกวัน เช่น ตบยุง ฆ่ามด ก็เลยเกิดความรู้สึกกลัวว่าจะไปสวรรค์ไม่ได้

ผมเคยเป็นนายธนาคาร เคยเป็นวุฒิสมาชิก เคยเป็นผู้จัดรายการธรรมะทางทีวีทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และเคยเป็นอีกหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่เคยภาคภูมิใจเท่ากับการได้มาเป็นลูกของพระเจ้า ในอดีตนั้นผมเข้มแข็งมากในพระพุทธศาสนา และพระหลายๆท่านก็รู้จักผมดี ซึ่งตอนนี้หลายๆคนก็สงสัยว่าผมนั้นมาเป็นลูกของพระเจ้าได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงเรียกผม

ผมเป็นคนชอบร้องเพลง และเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว อยู่ดีๆผมก็รู้สึกคิดถึงพระเจ้า วันหนึ่งผมกำลังร้องเพลงของ Elvis Presley ผมร้องเพลงของเขาตามเนื้อเพลงที่เขาร้องมาเป็นเวลาสามสิบปี ซึ่งผมเองก็ไม่เคยสนใจเนื้อหาของเพลงเลย แต่เนื้อหาของเพลงที่ผมได้ร้องในวันนั้น มันเป็นเพลงในอัลบัมเกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้า และทำให้ผมได้รู้สึกถึงพระเจ้าขึ้นมา

ผมมีลูกสะใภ้เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ เขาเป็นคริสเตียน และเขาก็พยายามนำให้ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียน แต่ข้าพเจ้าไม่สนใจ วันนึงเขาได้ชวนภรรยาข้าพเจ้าไปเข้าค่ายคริสเตียนสองคืน ซึ่งในเวลานั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าถือว่าเป็นการไปเที่ยวทะเล แต่ปรากฏว่าเมื่อภรรยาของผมกลับมาก็มา เธอก็มาเล่าถึงความประทับใจในพี่น้องที่เป็นคริสเตียน จากนั้นเธอก็ชวนให้ผมไปเป็นคริสเตียนกัน ผมนั้นนึกขอบคุณพระเจ้าเพราะว่าตัวผมเองนั้นอยากที่จะเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว แต่ว่าไม่กล้าบอกกับภรรยา กลัวว่าเธอจะไม่ยอมรับและก็ต้องมาต่อว่าผม เพราะผมเห็นเธอค่อนข้างเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา เธอสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกวัน รวมทั้งถือศีลกินเจด้วย แต่แล้วจู่ๆเธอก็มาชวนผม ผมก็แกล้งทำท่าอิดออด แต่ในใจนั้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอบคุณพระเจ้า

มีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของผมมากมาย พระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ในชีวิตของผมหลายครั้ง แต่ว่าผมก็ไม่ได้คิดอะไรนอกจากคำว่า “ฟลุ๊ค”

ผมมีอาการนิ้วล็อคที่หัวแม่โป้งขวา ค่อนข้างทรมานมาก ก็ได้ไปให้แพทย์ตรวจที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ หมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะว่าเป็นพังผืด แต่ว่าต้องทำใจว่าเมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว สภาพของนิ้วจะไม่เหมือนเดิมนั่นคือ นิ้วจะไม่มีแรงแม้แต่จะถือหรือยกแก้วขึ้นมาได้เพราะว่าแก้วก็จะร่วงหล่นลงมา ผมก็กังวลมากจึงอธิษฐานถึงพระเจ้าขอให้พระองค์ทรงช่วย ปรากฏว่าเช้าวันรุ่งขึ้นนิ้วของผมก็หายเป็นปกติ กระผมเชื่อแล้วว่าพระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ ไม่ใช่การฟลุ๊คหรือบังเอิญ เมื่อผมกลับไปหาหมอ หมอก็ตกใจมากและได้ถามว่าผมไปทำอะไรมา มันน่าอัศจรรย์จริงๆเพราะว่าหมอเตรียมจะผ่าตัดให้ผมอยู่แล้ว ผมก็เลยตอบหมอไปว่า ผมมีหมอดีอยู่บนโน้น นั่นคือองค์พระเยซูคริสต์ของผม

ตัวผมเองเมื่อก่อนผมเคยแขวนพระมูลค่าสิบล้านยี่สิบล้าน แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่แขวนแล้ว เพราะผมมีพระเจ้าอยู่ในใจของผม ดังนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องแขวนอะไรไว้ที่คออีก

วันนี้ผมได้พบกับเจ้าของวิญญาณของผม พระผู้สร้างของผม ผมพบทุกสิ่งทุกอย่างของผมแล้ว เหมือนกับเพลงที่ผมร้อง His hand in mine พวกเรานั้นเกิดมาบนโลกใบนี้ไม่มีใครถืออะไรติดตัวมาใช่ไหม เราต้องมาหากันเอาเอง ถึงแม้ว่าเราจะรวยกว่าบิลเกต แต่วันนึงเราก็ต้องตาย แล้วชีวิตหลังความตายนั้นพวกเราจะไปไหน แน่นอนว่าทุกคนอยากจะไปสวรรค์ แล้วคุณจะไปสวรรค์ได้อย่างไรในเมื่อคุณยังไม่รู้จักกับเจ้าของสวรรค์เลย

มีหลายๆคนมาถามผมว่า เป็นคริสเตียนแล้วลำบากใจไหม ผมอยากจะบอกว่าผมไม่ลำบากใจเลย แต่ผมกลับยิ้มแย้มแจ่มใส สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวถือต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก นั่นคือบัญญัติสิบประการของพระเจ้า

เคยได้ยินใช่ไหมว่า ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามโกหก ห้ามลักทรัพย์ ห้ามกินเหล้า ห้ามผิดประเวณีผัวเมียเขา นี่คือศีลห้าที่ผมเคยยึดถือและปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “โลกนี้เป็นอนิจจัง” โลกธรรมแปดที่ผมเคยถือมามีว่า “มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ” และในหนังสือปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า “มีวาระเกิดก็มีวาระตาย มีวาระเจ็บก็มีวาระหาย มีวาระหัวเราะก็มีวาระร้องไห้” ซึ่งไม่ได้ต่างกันเลย แม่แต่ “เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา” ซึ่งพระเจ้าของเราก็มีความรัก และเมื่อเรามีความรักเราก็จะไม่เกลียดใคร พระองค์ทรงสอนไว้ว่า “ถ้าใครตบแก้มซ้ายให้ยื่นแก้มขวาให้อีก” แต่ไม่เคยสอนว่า ถ้าใครตอบแก้มซ้ายก็ให้เอาหมัดขวาสวนตอบ

คำสอนของพระเจ้านั้นไม่ยากเลยที่เราจะปฏิบัติ ในทางของพระเจ้านั้นมีทางเพียงแค่สองทางนั่นคือ ถ้าทำดีเราก็ไปสวรรค์นิรันดร์ แต่ถ้าทำบาปเราก็ต้องไปนครนิรันดร์ เราไม่ต้องมาเกิดใหม่อะไรอีกแล้วเพราะว่าเราจำอะไรไม่ได้ เราเคยถูกสอนมาว่าเรื่องชาตินี้ ชาติโน้น เอาแค่ว่าเรานึกจะไปหยิบของบางทีเราก็จำไม่ได้แล้วว่าเราจะไปหยิบอะไร หรือถ้าถามว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุณทานอะไร คุณยังจำไม่ได้เลย

วิญญาณของเรานั้นมาจากพระเจ้า ชีวิตของเรา เรามีพ่อเพียงสองคนนั่นคือพ่อผ่ายเนื้อหนังอันนี้เราก็ทราบดี และพ่อฝ่ายจิตวิญญาณนั่นก็คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างเราขึ้นมา พวกเรามาจากพระองค์ ถ้าหากว่าชีวิตของเราเราไม่รู้จักผู้สร้างเราแล้ว คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องกราบไหว้สิ่งที่สร้างเรา ไม่ใช่กราบไหว้บูชาสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

เรานมัสการพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ไม่ได้กราบไหว้สิ่งที่ไม่มีตัวตน ชีวิตของคนเรานั้นสั้น ไม่มีใครที่จะไม่ตาย แต่ถ้าถามว่าชีวิตหลังความตายนั้นไปไหน ผมอยากจะฝากไว้ว่า อย่าไปเชื่อคำพูดที่ว่าไปนรกดีกว่ามีเพื่อนมากมาย อย่าไปสวรรค์เลยไม่ค่อยมีใคร มันไม่จริง เราเป็นลูกของพระเจ้า เราต้องกลับไปหาพระองค์

ผมขอยืนยันว่าพระเจ้าไมใช่ศาสนา พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง คำว่าศาสนานั้นเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ทำไมเราจึงเรียกตัวเองว่าคริสเตียน คำว่าคริสเตียนนั้นหมายความถึงว่า การที่เราเป็นเหมือนพระคริสต์ เรามีความรักอย่างพระคริสต์ เราทำความดีเหมือนพระคริสต์

ทุกศาสนานั้นสอนให้คนเป็นคนดีนั้นใช่ ไม่ผิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผิดนั้นคือ “ความรอด” ถ้าเราไม่รู้จักพ่อฝ่ายวิญญาณแล้ว ต่อให้เรากระทำความดีมากมาย เราก็ไม่สามารถรอดได้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญคือเราต้องกลับไปหาพ่อของเรา กลับไปหาพระผู้สร้างเรามา และนั่นจึงจำเป็นที่เราต้องกราบไหว้สิ่งซึ่งสร้างเรามานั่นคือพระเจ้า ผมและภรรยา รวมถึงครอบครัวของผม พวกเราใช้เงินมหาศาลในการแสวงหาหนทางสู่สวรรค์ แต่พวกเราก็ไม่สามารแสวงหาหนทางไปสู่สวรรค์ได้

พวกเรามักจะพูดว่าชอบพูดว่า “เห็นก่อนแล้วจึงจะเชื่อ” แต่ว่าในทางของพระเจ้านั้น ท่านจำเป็นต้อง “เชื่อก่อนแล้วท่านจะเห็นสิ่งอัศจรรย์อย่างแน่นอน” พระเจ้าทรงอวยพรให้กับผมและครอบครัวอย่างมากมาย ผมขอบถวายชีวิตทั้งชีวิตของผมในการรับใช้พระเจ้า สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากพี่น้องไว้ว่า “คิดอะไรไม่ออก ให้บอกพระเจ้า” เอเมน

ดร.กำจร เชาวน์รัตน์

(อดีตสมาชิกวุฒิสภา)


เคยตั้งปณิธาณไว้ว่า..ชีวิตนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนศาสนาเด็ดขาด

เมื่อสมัยที่อรยังเรียนอยู่ระดับประถมศึกษา เคยตั้งปฏิญาณกับตัวเองเอาไว้ว่าชีวิตนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนศาสนาอย่างแน่นอน จะคงมั่นคงและยึดมั่นอยู่ในพระศาสนา แต่พอมาอยู่ระดับมัธยมปลายก็ได้มีโอกาสเห็นพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นครั้งแรก ซึ่งน้าเป็นคนเอามาให้ซึ่งในตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก ก็เลยถามน้าว่าเป็นหนังสืออะไร น้าก็บอกว่าเป็นพระคัมภีร์ลองเอาไปอ่านดูสิ ซึ่งอรก็แปลกใจว่าน้าไปเอาพระคัมภีร์เล่มนั้นมาจากไหน เพราะว่าที่บ้านของอรนับถือศาสนาพุทธ และน้าของอรก็นับถือศาสนาพุทธเช่นกัน และด้วยความอยากรู้ก็เลยหยิบมาอ่าน ซึ่งพอได้อ่านก็รู้สึกดีทำให้เราสบายใจ ถึงแม้ว่าจะอ่านไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ เลยคิดว่าจะเก็บไว้อ่านเวลาที่ตัวเองรู้สึกไม่สบายใจดีกว่า

หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกประมาณสี่ถึงห้าปีก็เป็นช่วงที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นคริสเตียน แล้วเพื่อนก็ชวนอรไปโบสถ์แต่อรไม่ได้ไปเพราะว่าไม่ว่าง แต่พอเรียนจบก็ทำงานแล้วก็ได้มีโอกาสมารู้จักกับพี่คนหนึ่งที่ทำงาน ชื่อพี่เจน ซึ่งทีแรกอรก็ไม่ทราบว่าพี่เขาเป็นคริสเตียน จนมาวันหนึ่งได้ยินพี่ที่ทำงานเขาคุยกันก็เลยทราบว่าพี่เจนเป็นคริสเตียน ซึ่งอรรู้จักกับพี่เขาก่อนวันคริสตมาสได้ไม่นาน และด้วยความที่ว่าเรามีคำถามมากมายที่อยากรู้และเก็บไว้ในใจมานานก็เลยถามพี่เขาว่าวันคริสตมาสเป็นยังไง หมายถึงอะไร แล้วทำไมคริสเตียนต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ พี่เขาก็บอกอรทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซู และความหมายของวันคริสตมาส รวมถึงเรื่องของการไปโบสถ์ แล้วพี่เจนก็ได้ชวนให้อรไปร่วมงานวันคริสตมาสด้วยที่สวนลุมพินี ซึ่งอรก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือว่าขอเวลาตัดสินใจ แต่อรกลับตอบตกลงไปในทันที ซึ่งพอหลังจากวันคริสตมาส อรก็มีความรู้สึกแปลกๆซึ่งบอกไม่ถูก ความรู้สึกเราอบอุ่น สันติสุข ความทุกข์ที่เคยแน่นอยู่ในอกเหมือนถูกยกออกไปหมดเลย รู้สึกสบายใจขึ้น ซึ่งพออรกลับบ้าน อรก็ได้อธิษฐานทุกวัน พี่เจนได้สอนให้อรอธิษฐาน และบอกอรว่า ถ้าอยากขอพรอะไร อยากพูดอะไร ก็ให้เราอธิษฐานถึงพระเจ้า แล้วก็อย่าลืมอธิษฐานเพื่อคนอื่นด้วย

หลังจากวันคริสตมาสได้หนึ่งอาทิตย์ พี่เจนชวนอรไปโบสถ์ และก็เช่นกันอรรีบตอบตกลงไปในทันที พี่เจนพาอรไปที่คริสตจักรใจสมานรามคำแหง และในวันนั้นหลังจากที่ฟังเทศนาเสร็จ อรก็ตัดสินใจรับเชื่อในทันทีด้วยเหตุผลอะไรอรก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่ารู้สึกอบอุ่น ตื้นตัน มีความสุข อาจจะเป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับให้หาพระองค์ ปกติอรเป็นคนที่ร้องไห้ยากมาก แต่วันนั้นน้ำตาอรซึมออกมาตลอดเวลา

ในวันนั้น ถึงแม้ว่าอรจะรับเชื่อแล้ว แต่ในใจอรยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ ด้วยเหตุผลเพราะว่าทางบ้านเรานับถือศาสนาพุทธ ก็เลยกลัวว่าทางบ้านจะไม่ยอมรับเราที่เราเปลี่ยนศาสนา แต่พี่เจนบอกว่าไม่ต้องกังวล พระเจ้าจะทรงเตรียมทางให้เราขอให้เราเข้มแข็ง มีความเชื่อ และไม่หวั่นไหว แล้วพระองค์จะทรงเปิดทางให้ ตอนนี้อรไม่กังวลอะไรแล้ว เพราะอรรู้สึกดี สบายใจ ก็ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำทางให้อรกลับมาหาพระองค์

ในความคิดของอร อรคิดว่าคำสอนต่างๆในศาสนาพุทธกับศาสนาคริสตนั้นไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าให้ทุกๆคนรอเพื่อที่ว่าจะมีคนอีกคนนึงมาโปรดมนุษย์ให้รอดพ้นจากความทุกข์นั้น ซึ่งน่าจะหมายถึงพระเยซูคริสต์ เพราะพุทธศาสนานั้นเกิดก่อนคริสตศาสนา และผู้ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงว่าจะมาเป็นผู้ที่ช่วยให้พวกเรารอด ไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจากพระคริสต์ของเรา

หลังจากที่อรได้ตัดสินใจรับเชื่อแล้ว ชีวิตของอรก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากที่เมื่อก่อนเราจะมีเรื่องกังวลเยอะแยะมากมาย บางครั้งคิดมากจนสับสน จนเบลอ ชีวิตของเราดูวุ่นวายเหลือเกิน แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสบายใจขึ้น เหมือนว่าพระเจ้าทรงแบกเอาความทุกข์ของเราออกเสีย ส่วนเรื่องงานก็ดีขึ้น ด้วยความที่ว่าอรเพิ่งจะเปลี่ยนงานใหม่ก็เลยค่อนข้างจะมีอุปสรรค และปัญหาติดขัดหลายอย่าง แต่พระเจ้าก็ทรงอวยพระพรให้กับอรด้วย ตอนนี้ทุกอย่างดีค่ะ ก็ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพร และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงประทานมาให้แก่อร อรคิดว่าคำพยานของอรอาจจะช่วยหนุนใจพี่น้องที่เป็นคริสเตียนใหม่ หรือที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ อรอยากจะบอกว่าอย่ารีรออีกเลย ขอให้เรามีความเชื่อ พระเจ้ากำลังรอพวกเราทุกคนที่จะกลับไปหาพระองค์

Sis.กนกอร ศีรสิน


บุตรชายที่หายไป

บ้าน-ฝันหรือฝันไกลเกินไป

สวัสดีทุกๆท่าน Pastor Steve Kok ได้เคยพูดถึงเรื่องบล็อคของเขา ผมชื่อ Francis Elijah Kok และผมอยากที่จะแบ่งปันคำพยานของผมเมื่อผมนั้นพร้อม กรุณาอ่านคำพยานของผมอย่างเปิดใจ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ผมได้เลือกวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเกิดของผมนี้ ที่ผมจะมาแบ่งปันคำพยานของผม ตอนนี้ผมก็อายุ 41 ปีแล้ว

ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว และผมอยากจะแบ่งปันเกี่ยวกับหัวข้อข้างบนคือ บ้าน-ฝันหรือฝันไกลเกินไป

ผมเริ่มต้นจากที่ไหนหรือเริ่มต้นอย่างไร ผมขอใช้เรื่องราวของบุตรที่หายไปเป็นการเริ่มต้นในการแบ่งปัน คุณอาจจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของ บุตรชายที่หายไปในพระคัมภีร์ไบเบิล แล้วบุตรชาติคนนั้นก็ได้หันกลับเข้าสู่อ้อมแขนของพ่อแม่...แต่สำหรับผม มันยังคงเหมือนเดิม เหมือนว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน

เริ่มต้นนั้น ผมมาจากครอบครัวธรรมดาที่มีสมาชิกทั้งหมดสี่คน ผมมีพี่สาวคนหนึ่ง ส่วนตัวผมเองเป็นน้องคนเล็ก พวกเราได้บัพติศมาเมื่อตอนอายุ 15 ปี ที่ Methodist Church ผมยอมรับว่าศรัทธาของผมไม่เข้มแข็ง หรือยังคงมีความกังวล พวกเราจนและไม่มีค่าควรที่จะเป็นสมาชิกของคริสตจักรหรือเปล่า ผมไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่มันก็นานมากแล้วซึ่งผมก็ยังจำได้

คาดว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก และผมได้สอบผ่าน STPM เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยแต่ผมก็ไม่ได้เข้าเรียน เพราะเหตุผลทางด้านการเงินของครอบครัว และผมก็ไม่ได้เข้าเรียนที่วิยาลัยเอกชนใดๆด้วย ในเวลานั้น ตัวผมเองเหมือนกับเด็กไร้เดียงสาเดินไปตามท้องถนน ในเวลานั้น ผมก็ได้งานทำในบริษัท ผมทำงานวันละ 10 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 22.00 – 8.00 น. ทุกๆวัน แล้วผมก็ได้เข้าเรียนในวิทยาลัยเอกชนตอนกลางวัน ผมเรียนเกี่ยวกับ NCC Computer แล้วความฝันของผมหล่ะ ผมฝันที่จะเป็นทนาย ถ้าไม่ได้เป็นทนายความก็ขอที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์เก่งๆ

แล้วตัวผมเริ่มล้มลงตอนไหน ผมคิดว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมเริ่มมีความทะเยอทะยานในตัวเอง มันเริ่มขึ้นแล้วแม่ก็ไม่พอใจผม ห้ามโน่นห้ามนี่ผม ผมไม่ได้ไปสอบ เพราะว่าเราไม่มีสามารถที่จะรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายได้ และตัวผมเองก็ต้องรับผิดชอบภายในครอบครัวด้วย เพราะว่าพี่สาวของผม เธอลาออกจากงานเพื่อที่จะศึกษาต่อ

ผมเปลี่ยนงานบ่อยมาก แต่ละครั้งก็หวังว่าจะได้เงินเดือนที่ดีกว่าและสูงกว่า และแน่นอนว่าเมื่อมีรายได้สูงขึ้นผมก็เริ่มทำบัตรเครดิตและเรียนรู้ชีวิตแบบผิดๆ ชีวิตของผมเริ่มแย่ลงซึ่งผมไม่สามารถตำหนิใครได้นอกจากตัวเอง จากนั้นผมก็เริ่มคิดการณ์ใหญ่ ผมต้องการทำธุรกิจ ผมจึงเริ่มกู้เงิน แล้วผมก็เริ่มพัวพันกับสามสิ่งคือ เหล้า ผู้หญิง คาราโอเกะ ในเวลานั้นผมได้เป็นหนี้ก้อนโตและก็กู้เงินนอกระบบด้วย ด้วยเหตุนี้นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผมล้มลง ตอนนั้นผมได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง และก็มีลูกสาวที่น่ารักคนหนึ่ง

นี่เป็นการเริ่มต้นและจุดจบของผม ผมอธิษฐานว่า ถ้าหากว่าใครได้อ่านคำพยานของผม และเมื่อใดที่พวกท่านพบใครบางคนที่กำลังล้มลม โปรดอธิษฐานและช่วยเหลือเขาด้วย

อีกครั้งหนึ่งที่ผมเริ่มจมดิ่งอยู่ในความบาป ผมไม่สามารถหางานได้ ผมท้อแท้จนกระทั่งคิดว่าจะไปขับรถแท็กซี่ แต่ครอบครัวผมไม่เห็นด้วย เราจะไปหาเงินมาจากที่ไหนได้ และผมก็หันกลับไปกู้เงินนอกระบบอีกครั้ง แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถที่จะจ่ายคืนได้ แล้วผมทำอย่างไร พี่น้องครับ ผมหนี หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมออกจากประเทศมาเลเซียเพื่อไปทำงานที่ประเทศสิงค์โปร์ และมันยากมากที่จะทำให้เรื่องมันจบ

ผมหนีปัญหาไปนานกว่าสิบปี ในปีแรกๆที่ผมหนีมานั้น ผมรู้สึกโดดเดี่ยว แม่ของผมห้ามไม่ให้ภรรยาพาลูกมาพบผมเพราะว่าต้องการทำโทษผมที่ผมเดินทางผิด ลูกสาวผมตอนนั้นอายุประมาณ 4 ขวบ เหตุฉะนั้นเมื่อผมอยู่ที่สิงค์โปร์ผมจึงรู้สึกโดดเดี่ยว ผมจึงได้หันไปหาสุราซึ่งเป็นเพื่อนของผมในเวลานั้น ผมพยายามไปโบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่งในสิงค์โปร์ ผมสารภาพบาปต่างๆ ผมได้เล่าคำพยานของผมให้พวกเขาฟัง แต่ที่นั่นไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ผมไม่ใช่คนบริสุทธิ์ ผมถูกตำหนิ แต่ก็ไม่มีใครที่จะให้คำปลอบโยนหรือกำลังใจใดๆแก่ผม เพราะว่าผมเองก็ดื่มหนักด้วย ผมไม่เคยที่จะส่งเงินกลับบ้านเลย

ผมตกงานแล้วก็ได้งานใหม่ และงานนี้มันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพนัน ผมได้ถลำลึกลงไปในบาปอีก ผมเล่นการพนันด้วย ผมไปที่ประเทศจีน ไทย มาเก๊า ฮ่องกง และได้เล่นการพนัน ซึ่งทำให้ผมยิ่งถลำลึกลงไป ผมมัวเมากับผู้หญิงและการดื่ม บาปเหล่านั้นผมซื้อมันด้วยเงิน

ใช่มันเป็นการเสี่ยง ผมสูญเสียเงินไปมาก ภรรยาของผมขอหย่า และอะไรที่ทำร้ายจิตใจผมมากที่สุดเมื่อผมได้กลับมาที่ประเทศมาเลเซีย ลูกสาวของผม เธอปฏิเสธผม ผมไม่สามารถตำหนิเธอได้เพราะว่าผมไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อเลย ผมได้กลับมาเป็นพนักงานในร้านขายเกมส์ และก็อีกครั้งที่ผมถูกชักชวนให้มาทำงานในสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับการพนัน และครั้งนี้จึงทำให้ผมได้เจอกับ Pastor Steve Kok ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

ผมรู้จักกับเขาทาง Skype เมื่อหลายเดือนก่อน ผมยังเหมือนคนที่รอคอยอย่างมีความหวังอยู่บ้างที่ท่าเรือ และก็อาจจะได้กลับไปยัง
ทางสายเก่าที่เคยเดินมา อยากมีความรักและความอบอุ่นจากครอบครัวอีกครั้ง พวกเราแชทคุยกันในช่วงเช้า ผมกำลังคิดที่จะออกจากงานอีกครั้งหนึ่งและจะกลับบ้านที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเร็วๆนี้ เวลานี้พระเจ้าทรงดึงผมขึ้นมาจากบาป พระองค์ไม่ต้องการให้ผมทำงานนี้ ผมก็ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าในเวลาต่อมา

ผมเริ่มอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอีกครั้ง และได้อธิษฐานถึงพระเจ้า มันต้องต่อสู้อย่างหนักในการที่พยายามจะเดินให้ถูกทาง ทุกๆเลี้ยวที่เดินเหมือนว่าเราชอบที่จะเลี้ยวผิดทาง เวลานั้นผมยังคงนั่นเขียนคำพยานนี้ ผมยังไม่ได้กลับบ้าน ซึ่งนี้ก็เหมือนเรื่องบุตรชายที่หายไป

ผมอธิษฐานและตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อผมกลับบ้าน ผมจะสามารถหางานใหม่ และใช้ประสบการณ์ด้านโปรแกรมเมอร์ ผมรู้สึกว่ายังไม่ลืมวิชาความรู้นี้ ผมอธิษฐานไว้ว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านคำพยานนี้ซึ่งผมไม่ได้ตั้งความหวังอะไรเอาไว้ แค่ว่าคงจะมีสักวันที่จะมีแสงสว่างเกิดขึ้นในชีวิต และผมขอให้คุณช่วยอธิษฐานสักเล็กๆน้อยๆเผื่อผมด้วย ผมกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยวและไม่เหลืออะไรเลย และผมหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอกับลูกสาวของผม ตอนนี้เธออายุ 12 ปีแล้ว

Pastor Steve Kok ได้ให้กำลังใจผมจนกระทั่งวันนี้ เขาไม่เคยห่างไกลไปจากผมเลย เขายังคงต้องการให้ผมไปร่วมทีมพันธกิจด้วยกัน สำหรับหัวใจของเขาแล้ว เขาเป็นคนจริงใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของพระเจ้าในตัวเขา

พระเจ้าอวยพร

Bro. Francis Elijah KokHome

03 กุมภาพันธ์ 2552

ออกไปรับใช้ด้วยศรัทธา

ก่อนอื่นก็อยากจะแนะนำตัวให้รู้จักก่อนว่าพวกเราเป็นใคร..... พวกเราเป็นผู้รับใช้เต็มเวลาซึ่งออกมาทำงานรับใช้โดยศรัทธาของพวกเรา พวกเราทุ่มเททั้งชีวิตและจิตวิญญาณของเราให้กับงานรับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า พระบิดาของพวกเรา

มันไม่ใช่งานง่ายเลยที่พวกเราจะทำเช่นนั้นได้ เพราะว่ามันหมายความว่า พวกเราต้องออกจากงาน ต้องยอมสละทุกสิ่งแม้แต่ความสุขส่วนตัว และความสะดวกสบายต่างๆในชีวิตประจำวันของพวกเรา แล้วออกเดินทางโดยที่พวกเราไม่เหลือทรัพย์สินที่มีค่าใดๆอยู่อีกเลย "จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งทานมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา" (มัทธิว 19:21, มาระโก 10:21, ลูกา 18:22)

ตอนนี้พวกเรามีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบเท่านั้น แล้วก็ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆตามแต่พระเจ้าจะทรงใช้ให้พวกเราไป "ผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือลูก หรือไร่นา เพราะเห็นแก่นามของเรา ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย" (มัทธิว 19:29, มาระโก 10:29-30, ลูกา 18:29-30)

Pastor Steve
"หลายครั้งที่พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าให้ออกมารับใช้ แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธการเรียกนั้นมาตลอด เพราะข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าข้าพเจ้าทำเช่นนั้นข้าพเจ้าก็ต้องลาออกจากงาน หลังจากนั้นแล้วข้าพเจ้าจะเอาเงินที่ไหนไว้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไหนจะค่าเช่าคอนโด ค่าผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกมากมาย สรุปค่าใช้จ่ายในเดือนๆหนึ่งของข้าพเจ้าก็ร่วมสองหมื่นบาท ข้าพเจ้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้

และเมื่อข้าพเจ้าปฏิเสธการเรียกนั้นมาตลอด ก็ได้เกิดเหตุการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นในชีวิตข้าพเจ้า นั่นคือครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจอดรถอยู่ที่เก็นติ้งไฮแลนด์ แล้วก็มีชายสองคนตรงเข้ามาที่รถยนต์ของข้าพเจ้า และเคาะกระจกเรียกข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าเปิดกระจกรถลง ชายผู้นั้นก็ได้เอามีดแทงเข้าที่ลำตัวของข้าพเจ้าจำนวนห้าแผล และก็ขโมยทรัพย์สินของข้าพเจ้าไป แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงปกป้องข้าพเจ้า แผลที่ถูกคนร้ายแทงนั้นเฉียดหัวใจไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ไม่เช่นนั้นข้าพเจ้าก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว และหลังจากนั้นก็ยังได้เกิดเหตุการณ์อื่นๆขึ้นอีก รถยนต์ที่ข้าพเจ้าใช้อยู่เป็นประจำนั้นเกิดเสียเดือนละไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ถ้าไม่เสียก็ชน ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าต้องเสียเงินไปกับค่าซ่อมรถอยู่เสมอๆ เพราะหลังจากที่ซ่อมจุดนี้เสร็จแล้ว แล้วก็นำรถออกมาใช้ จุดอื่นก็เสียอีกก็เลยต้องนำรถกลับไปซ่อมใหม่อีกเสมอๆ

ข้าพเจ้าจึงเชื่อแล้วว่าพระองค์ทรงเรียกข้าพเจ้าจริงๆ และเป็นการเรียกที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วก็ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และบางอย่างข้าพเจ้าก็ยกให้กับเพื่อนๆหรือใครก็ตามที่สามารถนำสิ่งของเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แล้วก็ออกเดินทางจากประเทศมาเลเซียด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าเล็กๆสองใบด้วยเงินติดตัวเพียง 4,000 บาท มาที่ประเทศไทยโดยทางรถไฟ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักใครเลย และพูดภาษาไทยไม่ได้ และคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษกับข้าพเจ้าเลย

หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสรู้จักกับภรรยาของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าก็ต้องออกเดินทางอีกครั้ง พระเจ้าทรงเรียกให้ข้าพเจ้าไปรับใช้ที่ประเทศอินเดีย และอีกครั้งที่ข้าพเจ้าเดินทางไปประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียว และออกเดินทางซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซื้อตั๋วเที่ยวขากลับเอาไว้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครที่ประเทศอินเดียเลย และข้าพเจ้ามีเงินติดตัวอยู่เพียง 7,000 บาท ในเวลานั้น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบด้วยว่าข้าพเจ้าจะสามารถกลับเมืองไทยได้อย่างไร และเงินที่มีติดตัวนี้จะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าเชื่อฟังพระเจ้า ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่าพระองค์จะทรงปกป้องข้าพเจ้า และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่ามีเงินเข้าบัญชีข้าพเจ้าได้ยังไงจำนวน 600 ดอลล่าห์สหรัฐ และข้าพเจ้าอยู่ที่อินเดียเป็นเวลาสองเดือนโดยใช้เงินไปเพียงแค่ 200 ดอลล่าห์สหรัฐเท่านั้น"

Sister Jenny
"ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขเมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าได้รับใช้ และรู้สึกปลื้มปิติยินดีเมื่อยามที่เราสามารถช่วยให้คนอีกคนหนึ่งได้รับความรอดเช่นเดียวกับเรา ข้าพเจ้าจึงหลงใหลมากในการรับใช้ และปรารถนาว่าสักวันหนึ่งจะได้มีโอกาสเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา ข้าพเจ้าได้อธิษฐานอยู่เสมอๆให้พระเจ้าทรงเตรียมทาง และเปิดทางให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาศที่จะเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา

จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเจอกับ Pastor Steve เพียงแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นเขาก็ไปรับใช้ที่ประเทศอินเดีย ในระหว่างที่เขาอยู่ที่ประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าก็พยายามค้นหาบางสิ่งบางอย่าง เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าพระองค์ทรงต้องการจะบอกบางสิ่งบางอย่างกับข้าพเจ้า พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าแล้ว พระองค์ทรงบอกให้ข้าพเจ้ารอ

หลังจากแต่งงาน พวกเราก็กลับไปที่ประเทศอินเดียอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเดินทางไปครั้งแรกของข้าพเจ้า แต่เป็นครั้งที่สองของสามีข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสทำงานรับใช้เต็มเวลา ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสิ่งใดๆในโลกนี้นอกจากการได้ออกมารับใช้ การได้เห็นผู้อื่นมีความสุข และเช่นกัน ข้าพเจ้าออกเดินทางมีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้า ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆติดตัวไปเลย ข้าพเจ้าเคยมีพร้อมทุกๆสิ่ง แต่ในวันนี้ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่เป็นทรัพย์สินเหลืออีกเลย นอกจากความรักของพระเจ้าที่จะติดตัวข้าพเจ้าไปตลอดเวลา และนี่คือสิ่งมีค่ามากที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า และมันก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสิ่งใดๆอีกแล้วในชีวิตที่เหลืออยู่นี้"

หลังจากที่พวกเรากลับจากประเทศอินเดีย พวกเราก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องตามคริสตจักรต่างๆและทำกิจกรรมร่วมกันกับพวกเขา พวกเรารู้สึกขอบพระทัยพระบิดาที่ทรงเปิดทางให้แก่พวกเราในวันนี้ พวกเราได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่คริสตจักรใจสมานบางปะอิน เพื่อเทศนา และทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันอยู่เสมอๆ พวกเรารู้สึกประหลาดใจมาก เพื่อผู้นำของที่นั่นได้เปิดโอกาสให้แก่พวกเรา สนับสนุนพวกเราและอนุญาติให้พวกเราที่จะใช้ชื่อของคริสตจักรใจสมานบางปะอินในการที่จะออกไปประกาศพระกิตติคุณ และกระทำพันธกิจตามที่ต่างๆทั่วแผ่นดินโลก

วันนี้ ในนามของคริสตจักรใจสมานบางปะอิน พวกเราจะออกไป และป่าวประกาศความรอดเพื่อนำจิตวิญญาณอีกหลายๆดวงกลับคืนมาหาพระบิดา ผู้เป็นพระเจ้าของพวกเรา ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา ผู้ทรงผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆทั้งปวงขึ้นบนโลกใบนี้ ผู้ทรงเป็นความสว่างให้แก่ชีวิตของพวกเรา
"พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วก็ประทานให้เขามีอำนาจเหนือผีทั้งปวง และรักษาโรคต่างๆให้หาย แล้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาคนเจ็บให้หาย พระองค์จึงสั่งเขาว่า 'อย่าเอาอะไรไปใช้ตามทาง เช่นไม้เท้า หรือย่าม หรืออาหาร หรือเงิน หรือเสื้อ และถ้าเข้าไปในเรือนไหน ก็จงอาศัอยู่ในเรือนนั้นจนกว่าจะไป ผู้ใดไม่ต้อนรับพวกท่าน เมื่อท่านจะไปจากเมืองนั้น จงสะบัดผงคลีดินจากเท้าของท่านออก ส่อให้เห็นความผิดของเขา' เหล่าสาวกจึงออกไปตามหมู่บ้าน ประกาศข่าวประเสริฐ และรักษาคนป่วยเจ็บทุกแห่งให้หาย" (ลูกา 9:1-6)